เมื่อ eBay Go Thailand ใครได้ ใครเสีย?

หลังจากที่มีการแถลงข่าวระหว่างเว็บไซต์ Sanook.com และ eBay.com เพื่อมีการร่วมมือในการพัฒนาตลาดประมูลออนไลน์ในประเทศไทย มีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วมันจะไปรอดเหรอ?

เราลองมาวิเคราะห์กันดูครับ

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ในยุคเริ่มแรกของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย ธุรกิจนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากหลักการของ Classifieds ที่ปกติจะลงประกาศซื้อขายสินค้ากันในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร เว็บแรกที่พัฒนา Online Classifieds ขึ้นมาก็คือ Pantip.com โดยเป็นบริการหนึ่งภายใต้เว็บไซต์นี้ (ภายหลังถึงได้แยกเว็บออกมาเป็น PantipMarket.com) บริการ Classifieds นี้เกิดก่อนที่ Pantip.com จะมีเว็บบอร์ดอีกนะครับ

หลักการของ Online Classifieds นั้นก็เรียบง่ายครับ คนมีสินค้ามาลงประกาศขายไว้ คนซื้อสินค้าเข้าไปดู ถ้าสนใจก็ติดต่อถึงกันเอง เว็บไซต์ไม่รับรู้อะไรด้วย ทำหน้าที่เป็นเพียง “พื้นที่” ให้คนเข้ามาใช้บริการ

เมื่อ Pantip.com เริ่มต้นด้วยโมเดลแบบนี้ เว็บที่มาทีหลังก็ต้องทำตาม ThaiSecondHand.com ตามเข้ามาด้วยรูปแบบ Online Classifieds เช่นกัน

Online Classifieds ของทั้ง Pantip.com และ ThaiSecondHand.com นั้นไม่เก็บเงินทั้งจากผู้ซื้อและผู้ขาย ใครใคร่ขายขาย ใครใคร่ซื้อซื้อ เมื่อคนขายรู้ว่าเว็บเหล่านี้มีพื้นที่ให้ลงประกาศขายสินค้าได้ฟรี แถมยังมีผู้ซื้อเยอะอีกต่างหาก คนขายก็แห่มาลงประกาศสินค้ากัน พอคนขายเยอะขึ้น ก็ต้องมีคนขายที่อยากให้ประกาศของตัวเองโดดเด่นกว่าของคู่แข่ง เว็บก็เริ่มมีรายได้จากทางนี้ครับ ด้วยการขายตำแหน่งโฆษณาพิเศษ

โมเดล Online Classifieds นั้นมีข้อเสียก็คือสินค้าของเราจะปะปนไปกับสินค้าของคู่แข่ง ซึ่งเป็นเรื่องลำบากสำหรับลูกค้าที่ต้องการดูเฉพาะสินค้าของเรา จึงได้เกิดโมเดลร้านค้าออนไลน์ขึ้นมา คนขายสินค้าเป็นอาชีพสามารถเข้าไปเปิดร้านของตัวเอง นำสินค้าของตัวเองไปใส่ไว้ในร้าน จากนั้นค่อยไปประกาศลง Online Classifieds เพื่อโปรโมทร้านของตัวเอง เว็บไซต์ที่กินส่วนแบ่งตลาดรายใหญ่ในธุรกิจผู้ให้บริการร้านค้าออนไลน์ก็คือ Tarad.com และ MarketAtHome.com

ส่วนในต่างประเทศนั้น โมเดลประมูลออนไลน์แบบ eBay.com ดังระเบิดระเบ้อ โมเดลนี้มีข้อดีตรงที่ทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะคนตั้งราคาไม่ใช่คนขาย แต่คนซื้อต่างหากที่เป็นผู้ตั้งราคา ถ้าสินค้าชนิดไหนที่เป็นที่ต้องการสูงมาก แต่มีคนขายไม่กี่คน สินค้าชิ้นนั้นก็จะขายได้ราคาสูง นอกจากนี้ eBay ยังรู้ด้วยว่าผู้ขายแต่ละคนสามารถขายสินค้าได้ที่กี่ชิ้น ราคาเท่าไร ทำให้ eBay สามารถเรียกเก็บค่าต๋งจากผู้ขายสินค้าได้ ต่างกับโมเดลแบบ Online Classifieds ที่เว็บไซต์ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าผู้ขายสามารถขายสินค้าได้กี่ชิ้น เว็บไซต์ที่บุกเบิกตลาดประมูลออนไลน์ในไทยก็คือ Pramool.com ซึ่งดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้จะเน้นไปทำเว็บบอร์ดมากกว่า

ด้วยความร้อนแรงของ eBay ทำให้เว็บไซต์ไทยหลายแห่งเริ่มพัฒนาบริการประมูลออนไลน์ขึ้นมา ทั้ง Tarad.com ที่คลอด TaradEbid.com ออกมา หรือ Sanook.com ที่เพิ่มบริการประมูลออนไลน์เข้าไปในร่มใบใหญ่ของตัวเอง

แต่ถามว่ามัน work จริงหรือเปล่า? ผมลองเช็คตัวเลขจำนวนสินค้าที่กำลังถูกประมูลอยู่ในเว็บต่างๆ ดู TaradEbid.com มีปัญหาด้านการแสดงผลตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง แต่จากที่ลองคลิกๆ ดู ผมคาดว่ามีสินค้าอยู่แค่หลักพันเศษๆ Sanook Auction อยู่ที่ราวๆ เจ็ดพันรายการ ต้นตำรับอย่าง Pramool.com มีเกือบสองหมื่นรายการ

แต่สินค้าไทยที่ถูกประกาศขายใน eBay.com ที่อเมริกา มีมากกว่าหนึ่งแสนรายการต่อสัปดาห์นะครับ

แปลว่าคนไทยชอบเอาสินค้าไปประมูลในเมืองนอกมากกว่าที่จะประมูลในไทย

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะโมเดลแบบ Online Classifieds ในไทยนั่นแหละครับ มันง่ายกว่า ไม่ต้องคิดว่าจะประมูลกี่วันดี จะตั้งราคาเริ่มต้นเท่าไหร่ดี ถ้าตั้งราคาต่ำๆ แล้วขาดทุนล่ะ แล้วถ้าตั้งราคาสูงไว้ก่อนแต่ไม่มีคนซื้ออีกล่ะ และที่สำคัญที่สุดก็คือประมูลออนไลน์จะต้องรอให้จบประมูลก่อนถึงจะได้สินค้า แต่ Online Classifieds นั้น ถ้าผู้ซื้ออยากได้สินค้าเมื่อไหร่ก็แค่โทรศัพท์หรือส่ง e-mail หาผู้ขายได้เลย

แต่ใช่ว่าการเข้ามาของ eBay จะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเอาซะเลยนะครับ อย่างน้อยผมก็มองเห็นช่องว่างตลาดที่ eBay สามารถเข้ามาได้ นั่นก็คือตลาดผู้ขายที่อยู่ต่างประเทศ ส่งสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาไทยที่ไปเรียนต่อต่างประเทศนี่แหละครับ อาจจะหาสินค้าในต่างประเทศที่ยังไม่มีขายในไทย หรือมีราคาขายถูกกว่าในไทยมาก แล้วส่งมาขายผ่าน Sanook eBay

จะดีไหมครับถ้าคนไทยสามารถซื้อเครื่องสำอางยี่ห้อดังในราคาถูก หรือซื้อ Apple iPhone ที่ยังไม่มีการนำเข้ามาในประเทศไทย ด้วยการซื้อผ่าน Sanook eBay

ถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากแชร์ด้วยนะครับ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

, , , ,