Pantip.com รอวันก้าวสู่เว็บไซต์มหาชน (นิตยสาร eLife พฤษภาคม 2545)

นับแต่ฟองสบู่ในธุรกิจดอทคอม (.com) แตกสลายลงเมื่อปลายปี 2543 เว็บไซต์จำนวนมากของไทยก็เริ่มทยอยปิดตัวลงทีละราย จนเหลือเว็บไซต์ที่ยังยืนหยัดต่อไปจำนวนไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าไม่ลดขนาดองค์กรลงเพื่อประคองตัวให้รอด ก็เบนเข็มเปลี่ยนทิศทางธุรกิจไป แต่เว็บไซต์ Pantip.com ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ก่อนการเกิดกระแสบูมของธุรกิจดอทคอมในปี 2541-2543 ไม่เป็นเช่นนั้น

นอกจากจะไม่ต้องลดขนาดองค์กรลง หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังสามารถเติบโตและแสดงบทบาท Web Community ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเมืองไทยได้อย่างต่อเนื่อง และยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย

ความสำเร็จในฐานะเว็บไซต์ที่โดดเด่นรายหนึ่งของไทยเกิดจากการที่ Pantip.com วางบทบาทตัวอย่างไว้ชัดเจนว่าเป็นเว็บชุมชนที่มีบริการเว็บบอร์ด (Webboard) เป็นจุดแข็งมาตลอดเกือบ 6 ปี โดยไม่ได้เปลี่ยนสีแปรธาตุไปตามกระแสเย้ายวนของธุรกิจดอทคอม ทั้งยืนหยัดให้บริการผู้ใช้เน็ตแบบกิจการสาธารณะด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมทำงานในฐานะผู้แจ้งเบาะแสกระทู้ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการจัดกิจกรรมสัมพันธ์กับสมาชิกเป็นประจำทุกปี

Pantip.com จึงไม่ใช่เพียงแค่สื่อในโลกออนไลน์เท่านั้น หากแต่เป็นทั้งชุมชนเสมือน (Virtual Community) และชุมชนที่มีตัวตนแท้จริงของสังคมอินเทอร์เน็ตในเมืองไทยด้วย

บทสนทนาระหว่าง eLife กับ วรพจน์ หิรัญประดิษฐกุล Contents Manager และ อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ โปรแกรมเมอร์ผู้ดูแลระบบ ซึ่งเป็นผู้ร่วมบุกเบิกและเป็นกำลังสำคัญของเว็บไซต์ Pantip.com ที่เริ่มต้นมาจากเคยเป็นผู้ใช้มาก่อน จึงเป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เราได้มองเห็นด้านในของชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของไทยมากขึ้น อีกทั้งได้รับรู้ความจริงว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่

ภาพประกอบจากนิตยสาร eLife พฤษภาคม 2545

eLife : ขณะนี้ Pantip.com ยังคงคอนเซ็ปต์เป็นเว็บไซต์ที่เน้นบริการเว็บบอร์ดเหมือนเดิมหรือไม่

อภิศิลป์ : ตอนนี้ก็ยังให้ความสำคัญกับเว็บบอร์ดเป็นอันดับแรกเลย ส่วนที่รองลงมาก็เป็นบริการทั่วไป อย่างเช่น แชท อัลบั้มรูปภาพที่จะทำในอนาคต หรือคอนเทนต์ด้านต่างๆ อาทิ หนัง ดนตรี การเมือง ท่องเที่ยว อาหาร หนังสือ เหล่านี้เราก็ทำขึ้นมาเหมือนกัน แต่โดยคอนเซ็ปต์ยังคงให้ความสำคัญกับคอมมูนิตี้เป็นอันดับหนึ่งอยู่

วรพจน์ : คือสิ่งที่เป็นคอนเทนต์จะเป็นเหมือนเครื่องเคียงมากกว่า อย่างเวลาที่เค้ามาคุยกันเรื่องการเมือง ก็มีข่าวเป็น Breaking news ให้รู้ว่าช่วงนี้มีข่าวอะไรอัปเดทขึ้นมา เค้าก็จะหยิบเอาประเด็นนี้มาสนทนาต่อ ซึ่งก็เหมือนกับเป็นตัวเสริม

eLife : มองย้อนกลับไป เว็บบอร์ดของ Pantip เริ่มมากี่ปีแล้ว

อภิศิลป์ : เริ่มปี 2539 ก็ประมาณ 6 ปีแล้ว

eLife : ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เว็บบอร์ดมีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

อภิศิลป์ : ในช่วงแรกๆ เว็บบอร์ดจะมีเพียงกลุ่มที่คุยกันเรื่องไอทีกลุ่มเดียวเท่านั้น ตอนนั้นใช้ชื่อว่า Technical Chat สำหรับคนที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์มาคุยกันเรื่องฮาร์ดแวร์บ้าง ซอฟต์แวร์บ้าง หรือคุยกันเรื่องการเขียนโปรแกรม ต่อมาชุมชนขยายขนาดขึ้น คนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานด้านไอทีก็อยากจะคุยกันเรื่องที่ไม่ใช่ไอที เราก็เลยเปิดกลุ่ม Cafe ขึ้นมา ตอนนั้นใช้ชื่อว่าสภากาแฟ ให้คุยเรื่องจิปาถะทั่วไป ในสภากาแฟก็มีกลุ่มย่อยๆ คุยกันหัวข้อย่อยลงไป เช่น กลุ่มราชดำเนินคุยกันเรื่องการเมือง กลุ่มรัชดาคุยกันเรื่องรถยนต์ กลุ่มศุภชลาศัยคุยกันเรื่องกีฬา คอนที่เปิดสภากาแฟพอดีเป็นช่วงที่กระแสอีคอมเมิร์ซเข้ามา เราก็เลยเปิดกลุ่ม Classify ขึ้นมาสำหรับคนที่มีสินค้ามือสองอยากประกาศขาย หรือใครที่ต้องการซื้อสินค้ามือสองก็มาประกาศได้ ตรงนี้เราเปิดให้ฟรีเพื่อกระตุ้นให้เกิดลักษณะอีคอมเมิร์ซขึ้นมาให้ได้

eLife : ขณะนี้เว็บบอร์ดมีกี่ห้อง

อภิศิลป์ : ในกลุ่ม Cafe มี 15 ห้อง

eLife : กลุ่มไอทีซึ่งเป็นกลุ่มแรก ยังได้รับความนิยมอยู่หรือไม่

อภิศิลป์ : ถ้าเรามองกลุ่มไอทีเป็นความสนใจด้านหนึ่งคือด้านคอมพิวเตอร์ ความสนใจนี้ก็เทียบเท่ากับกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สัตว์เลี้ยง หรือหนังสือ กลุ่มไอทีถือว่ามีผู้เข้ามาสูงที่สุดแล้ว สูงกว่ากลุ่มใดๆ ทั้งสิ้น หมายความว่าคนก็ยังให้ความสนใจกลุ่มไอทีเยอะ ทางเราเองก็ถือว่ากลุ่มไอทีเป็นกลุ่มแกนที่สำคัญ อีกอย่างด้วยความที่ชื่อเว็บเป็นชื่อพันธุ์ทิพย์ดอทคอมอยู่แล้ว คนก็จะนึกถึงไอทีก่อน

eLife : แสดงว่ากลุ่มผู้ใช้ไอทีก็ยังมอง Pantip เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลอยู่

อภิศิลป์ : ใช่

eLife : ปกติคนที่ไม่มีความรู้เรื่องไอที ต้องการซื้ออะไรก็จะเข้ามาตั้งคำถามในนี้เพื่อหาคำตอบ

อภิศิลป์ : ใครที่ต้องการถามอะไรก็จะโพสต์ลงมา คนก็จะตอบกัน ด้วยความที่มันเป็นคอมมูนิตี้ก็จะเกื้อกูลกัน แต่ละคนก็จะช่วยเหลือกัน ใครที่เคยเข้ามาและได้รับคำตอบแล้วก็จะเข้ามาช่วยคนที่มาใหม่ๆ

eLife : คอนนี้กลุ่มไอที ต่อวันมีผู้เข้ามาใช้บริการเท่าไร

อภิศิลป์ : ประมาณ 1 แสนเพจวิวต่อวัน

eLife : นอกจากห้องไอทีแล้ว ห้องๆ ไหนที่ได้รับความนิยมรองลงมา

วรพจน์ : ก็คงเป็นสภากาแฟ ที่เปลี่ยนมาเป็น Cafe คอนเซ็ปต์ก็เหมือนร้านกาแฟร้านหนึ่ง จะตั้งโต๊ะไว้ 15 โต๊ะ วัดจากจำนวนเพจวิว โต๊ะที่คนสนใจเข้ามาคุยกันมากที่สุด ตอนนี้เป็นเฉลิมไทย ล่าสุดเฉลี่ยประมาณ 8 หมื่นเพจวิวต่อวัน ซึ่งกินพื้นที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของ Cafe

eLife : ส่วนใหญ่เข้ามาคุยเรื่องอะไรกัน

วรพจน์ : เฉลิมไทยจะคุยกันเรื่องเอ็นเตอร์เทนต์ พวกหนัง เพลง ดารา ละครเวที ศิลปะต่างๆ ส่วนใหญ่จะเข้ามาวิจารณ์กัน มาสอบถามความเห็นกัน สอบถามรายละเอียด หรือเอารูปมาโพสต์

eLife : รองถัดไปเป็นห้องอะไรที่ได้รับความนิยม

วรพจน์ : จะสลับกัน บางช่วงการเมืองฮอต ประเด็นการเมืองก็อาจทำให้เพจวิวของห้องราชดำเนินซึ่งคุยกันเรื่องการเมืองพุ่งขึ้นไป 2-3 เท่าตัว จนขึ้นมาอยู่อันดับสอง สักประมาณ 5-6 หมื่นเพจวิวต่อวัน บางช่วงก็เป็นห้องรัชดาที่มีสองเรื่องใหญ่พอๆ กัน ก็คือ เรื่องรถยนต์กับโทรศัพท์มือถือ บางช่วงที่มี events เกี่ยวกับรถยนต์มากๆ ก็จะมีคนมาตั้งกระทู้เกี่ยวกับเรื่องรถเยอะ เพจวิวของรัชดาก็จะพุ่งขึ้นไป หรือบางช่วงที่มือถือกลายเป็นหัวข้อที่คนสนใจ เพจวิวก็จะดับเบิลขึ้นไป

eLife : แสดงว่าแต่ละส่วนของ Cafe จะขึ้นอยู่กับกระแสว่าช่วงนั้นมีเรื่องอะไรน่าสนใจ ถ้าเป็นแบบนี้ก็แสดงว่าเว็บบอร์ดใน Pantip ก็จะเป็นภาพสะท้อนของสังคมได้จุดหนึ่ง

อภิศิลป์ : ใช่ ก็แสดงให้เห็นว่าสังคมกำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่ เช่นประเด็นการเมืองมาร้อนแรงมากช่วงนี้ คนก็พุ่งประเด็นเข้าไปคุยกันเรื่องนั้น หรือ อย่างมีรายการเกมโชว์ใหม่ที่กำลังมาแรง เฉลิมไทยก็จะมียอดเพจวิวพุ่งขึ้นมา บางทีอาจมีมากถึงกว่า 100 กระทู้ภายในวันเดียวที่รายการนั้นออกอากาศก็ได้ พวกนี้เป็นกระแสที่เสียงจากสังคมสะท้อนให้เราเห็น

eLife : อย่างกรณีที่มีเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวอยู่บำรุง กระแสเป็นอย่างไร

วรพจน์ : โอ้โฮ…เพจวิวพุ่งขึ้นไป 3 เท่าจากปกติ คือก่อนหน้านั้นตกประมาณ 2 หมื่นเพจวิวต่อวัน ปรากฎว่าทั้งที่ตั้งกระทู้และที่เข้ามาอ่านพุ่งขึ้นไป 3 เท่าภายในคืนเดียว event ที่แรงมากๆ กรณีถล่มตึกเวิลด์เทรดซึ่งพุ่งขึ้นไปชนิดหายห่วง คืนเดียวหลังเกิดเหตุการณ์ ยอดขึ้นไป 300-400 กระทู้

อภิศิลป์ : ทันทีที่มีข่าวกระทู้ก็ขึ้นมาเลย

วรพจน์ : บางกระทู้จะทำให้เราทราบข่าวก่อนที่ทีวีจะมีข่าวออกมาด้วยซ้ำ เราเห็นขึ้นมาก็ต้องเช็คทันทีว่ามีการปล่อยข่าวออกมาหรือเปล่า ต้องเปิดวิทยุฟัง หรือเช็คตามเว็บไซต์ต่างประเทศ ถ้าเป็นเรื่องจริงก็โอเค แสดงว่ากระแสนี้มาแล้ว ก็มีบ่อยครั้งเหมือนกันที่มีคนปล่อยข่าวว่าคนโน้นตาย คนนี้เป็นเกย์ ก็ต้องเช็คดูว่าจริงหรือเปล่า

eLife : มีเหตุการณ์ไหนที่กระทู้พุ่งขึ้นมาแล้วมีความต่อเนื่องยาวเลย

อภิศิลป์ : กรณีเวิลด์เทรดนี่ยาวหลายเดือน ถึงขนาดที่เราต้องสร้างกลุ่มย่อยขึ้นมาในกลุ่มราชดำเนินเลย เพราะสมาชิกเรียกร้องกันมากว่าทำไมคุยกันแต่เรื่องนี้ ไม่คุยเรื่องการเมืองกันเลย จึงต้องแยกกลุ่มย่อยออกมาเฉพาะเรื่อง เช่นเรื่องอัฟกา๐ เรื่องบินลาเด็น คนสนใจเรื่องพวกนี้เข้ามาคุยในกลุ่มย่อยเลย

eLife : แสดงว่าปกติมีโครงสร้างหลักๆ แต่ถ้ามีเรื่องไหนมาแรงก็จะเปิดเป็นกลุ่มย่อยขึ้นมา

วรพจน์ : ใช่ เราจะเปิดเฉพาะกิจขึ้น พอหมดช่วงกระแสก็ปิดไป อย่างปีที่แล้วของเฉลิมไทยก็เป็นกระทู้เกี่ยวกับสุริโยไท คุยกันแต่เรื่องนี้ ในร้อยกระทู้มีเรื่องอื่นปนอยู่ไม่ถึงสิบกระทู้ ก็เลยเรียกร้องว่ามันเยอะเกินไป เราก็แยกออกมา

ภาพประกอบจากนิตยสาร eLife พฤษภาคม 2545

eLife : กรณีเกมกำจัดจุดอ่อนเป็นอย่างไร

อภิศิลป์ : แรงช่วงแรกๆ คืนแรกที่ออกอากาศก็เป็นร้อยกระทู้ แต่ผ่านไปพักหนึ่งก็ซาลง พออาทิตย์ถัดมาออกอากาศอีกรอบ กระทู้ก็พุ่งขึ้นอีก แล้วก็ซาลง

eLife : เป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองสิ่งที่ได้เห็น

วรพจน์ : เพราะเค้าสามารถที่จะดูทีวีพร้อมกับเล่นกระทู้ได้

eLife : ปีนี้เฉลิมไทยมีกระทู้ไหนที่มีมาแรงอีกมั้ย

อภิศิลป์ : โฆษณาของออเร้นจ์ที่เปิดตัวชุดแรก ที่ไม่มีคำพูดอะไรสื่อด้วยภาพอย่างเดียว คือในเฉลิมไทยมีกลุ่มย่อยโฆษณาอยู่ด้วย พอโฆษณาชุดนี้ออกมาในกลุ่มโฆษณาก็จะเต็มไปด้วยเรื่องออเร้นจ์

วรพจน์ : แล้วก็ลามออกมาข้างนอก ลามไปอยู่ในกลุ่มวิทยุโทรทัศน์บ้าง มีคนซ้อมมือ เอาภาพกราฟิกมาทำเป็นออเร้นจ์เวอร์ชั่นใหม่ๆ แล้วมาโพสต์โชว์กัน

eLife : กระแสออกมาแนวไหน

อภิศิลป์ : คนชมค่อนข้างเยอะมาก บางคนประทับใจโฆษณาชิ้นนี้ที่สื่อออกมาด้วยภาพได้ดี มีน้อยคนที่วิจารณ์ออกมาอีกทางหนึ่ง กระแสดีมากตลอดอาทิตย์แรกที่ยิงโฆษณาออกมา

eLife : ล่าสุดมีห้องไหนที่มาแรง

อภิศิลป์ : คงเป็นห้องรัชดาเรื่องโทรศัพท์มือถือกรณีที่โอเปอเรเตอร์รายหนึ่งถูกตัดสัญญาณ คนก็เข้ามาพูดคุยสอบถามกันเยอะมากว่าจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ควรทำอย่างไรดี

eLife : ส่วนใหญ่กระทู้ที่มีความนิยมจากผู้ใช้มากมักเกี่ยวข้องกับกระแสข่าวในชีวิตประจำวัน แต่ปีที่แล้วมีอยู่กระทู้หนึ่งเริ่มจากผู้ถามมีปัญหาเกี่ยวกับโทรทัศน์ที่บ้านรับสัญญาณได้ไม่ดี แต่กลายเป็นว่ามีผู้เข้ามาตอบต่อเนื่องเป็นพัน แล้วยังไปลากเอาคนห้องอื่นๆ มาร่วมด้วย เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจากอะไร

อภิศิลป์ : (หัวเราะ) นานๆ ทีจะมีเรื่องแบบนี้ ถ้าจำไม่ผิดกระทู้อยู่ใน Technical Exchange คือคนถามก็ถามคำถามแบบปกติ แต่ว่าสองคนแรกที่มาตอบนี่สิ ดันตอบแบบไม่ค่อยปกติ คือตอบแปลกแหวกแนวไปอีกอย่างหนึ่ง พอคนที่สามเห็นเข้าว่าสองคนแรกคุยแปลกดีก็แจมด้วย คนต่อมาเห็นเข้าก็คุยแบบตามน้ำไปเรื่อยๆ ก็เลยเป็นกระทู้อ่านแล้วเฮฮา อ่านแล้วสนุก ก็เริ่มมีการกระจายไปในกลุ่มอื่นๆ ก็เกิดการชักชวนกันเข้ามาดู นอกจากนี้ก็ยังมีการส่งกระทู้ forward ทางอีเมล์กันอีก ก็เลยแพร่ออกไปทั่ว

eLife : ยอดคนที่เข้ามาร่วมตอบกระทู้มากขนาดไหน

อภิศิลป์ : เฉียดๆ สองพันได้

ภาพประกอบจากนิตยสาร eLife พฤษภาคม 2545

eLife : ในทีมงานได้มีการวิเคราะห์กันมั้ยว่าเหตุการณ์นี้เกิดอะไรขึ้น

วรพจน์ : เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

อภิศิลป์ : เราเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดขึ้นได้ถ้าเค้าคุยกันแล้วมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน เพราะว่าคนกลุ่มแรกๆ วางแนวทางไว้แบบนี้ คนกลุ่มหลังๆ ก็ตามแนวเค้าไป ก็เป็นเรื่องของกระแสชักนำ

eLife : เป็นเพราะตอนนั้นไม่มีกระแสข่าวอะไรเด่นให้พูดคุยหรือเปล่า

อภิศิลป์ : กระแสเด่นก็มีนะ แต่อันนี้เหมือนเรื่องโจ๊กที่แทรกเข้ามาคลายเครียด

วรพจน์ : เป็นอารมณ์ขันที่แปลกแหวกแนวหน่อย คืออิทธิพลของคนกลุ่มที่เริ่มต้นมันมีผล อย่างเฉลิมไทยก็มีอยู่กระทู้หนึ่ง เจ้าของกระทู้เป็นขาจร เขียนแค่ว่า “ผมขอกระทู้นี้มีคนโพสต์แค่สิบคน” คนก็มาโพสต์อะไรก็ไม่รู้สั้นๆ ไม่มีสาระอะไรเลย ปรากฎว่าปาเข้าไปเป็นพันเหมือนกัน จนคนที่ได้รับ forward กระทู้ ไม่ว่าจะทางอีเมล์หรือทางฟังก์ชั่นกระทู้เนี่ยเข้ามาดูแล้วก็งงว่ามันอะไรวะ แต่ไหนๆ มาถึงแล้วก็ขอแจมซะหน่อย

eLife : ได้มีการศึกษาหรือไม่ว่า แต่ละห้องคนที่เป็นขาประจำอยู่กันยาวนานแค่ไหน

อภิศิลป์ : อยู่ตั้งแต่เริ่มตั้งเว็บนี้ขึ้นมาก็มี ที่ออกไปบ้างก็มี ตอนที่เว็บเราตั้งขึ้นมาเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเพิ่งเข้ามา คนทำงานยังไม่ค่อยมีอินเทอร์เน็ตเล่น เด็กนักเรียนประถมมัธยมก็ไม่มีอินเทอร์เน็ตเล่น กลุ่มที่เล่นอินเทอร์เน็ตหลักๆ ในตอนนั้นเป็นนักศึกษา กลุ่มนี้โตขึ้นมากับเว็บเรา พอเว็บเราโตขึ้นมาสักพักหนึ่ง นักศึกษากลุ่มนี้ก็เรียนจบออกไปทำงาน ถ้าทำงานที่เกี่ยวกับไอทีมีอินเทอร์เน็ตใช้ในที่ทำงานก็ยังเข้าเว็บเราต่อ หรือบางคนไปเรียนต่อต่างประเทศ มีโอกาสใช้เน็ตก็เข้ามาเว็บเรา มีบ้างบางส่วนที่เลิกไป แต่เรื่องนี้ก็ประเมินยากเหมือนกันว่าใครยังอยู่หรือออกไปแล้ว

วรพจน์ : ก็มีหมุนเวียนเปลี่ยนไป เก่าไปใหม่มา เรื่องนี้ดูยากเพราะสิ่งเดียวที่ยืนยันความเป็นตัวตนของใครก็คือชื่อ แต่ชื่อที่ใช้ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ จะดูไอพีก็ไม่ได้เพราะสถานที่ก็อาจเปลี่ยนไป

eLife : เวลานี้มีผู้เข้ามาใช้บริการที่ Pantip ต่อวันสักเท่าไร

อภิศิลป์ : นาวๆ 7 แสนเพจวิวต่อวัน การนับเป็นจำนวนคนเราวัดไม่ถูก เพราะเราไม่รู้คนหนึ่งคนเปิดกี่กระทู้ ต้องวัดเป็นเพจวิว และอาศัยประเมินจากตัวเลขคนที่สมัครเป็นสมาชิกของเว็บเรา ซึ่งตอนนี้เพิ่งมีจำนวนขึ้นหลักแสน

eLife : สมาชิกแตกต่างจากผู้ใช้ทั่วไปอย่างไร

อภิศิลป์ : สมาชิกจะมีล็อก e-mail เฉพาะของเค้า และมีสัญลักษณ์หรือไอคอนรูปอมยิ้มที่แสดงว่าเค้าเป็นสมาชิก โดยเราจะมีบริการเล็กๆ น้อยๆ คือโปรแกรมที่ทางพันธุ์ทิพย์ทำขึ้นให้เค้าใช้งานได้ฟรี ทำให้เค้ารู้สึกแตกต่างจากคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก

eLife : ทำไมถึงต้องมีสมาชิกด้วย

อภิศิลป์ : เมื่อสัก 4 ปีก่อน มีปัญหาว่าสังคมออนไลน์ของเราเริ่มใหญ่ขึ้น เริ่มเกิดมีการกลั่นแกล้งกัน มีการปลอมตัวกัน มีการใช้ชื่อของคนอื่นที่เป็นที่รู้จักกันในเว็บแล้ว เข้ามาโพสต์ข้อความหยาบคาย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นคนที่รู้จักกัน เราก็เลยทำระบบสมาชิกขึ้นมาเพื่อใช้ในการยืนยันความเป็นตัวตนของผู้ใช้ ถ้ามีล็อกอินก็เป็นตัวจริง คนอื่นเอาชื่อไปใช้ก็อย่าเชื่อ

eLife : หลังจากมีตรงนี้แล้ว สภาพดีขึ้นมั้ย

อภิศิลป์ : ก็ดีขึ้น การปลอมชื่อก็จะทำไม่ได้แล้วเพราะว่าคนก็จะรู้แล้วว่าอันนี้ตัวจริง อันนี้ตัวปลอม การกลั่นแกล้งแบบปลอมชื่อก็ลดลงไป

eLife : พฤติกรรมการเข้ามากลั่นแกล้งเช่นปล่อยข่าวลือ หรือโพสต์ข้อความไม่เหมาะสม ปัจจุบันพัฒนาดีขึ้นหรือไม่

วรพจน์ : เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วมียังไง ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่

eLife : เป็นเพราะธรรมชาติของสื่อชนิดนี้หรือเปล่า

วรพจน์ : น่าจะใช่ เพราะอินเทอร์เน็ตมันเป็นสื่อพิเศษที่ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นใคร เวลาที่เราเล่นเว็บบอร์ด ถ้าไม่มีการล็อกอินและมีสัญลักษณ์อมยิ้มสีเหลือง คนอื่นจะไม่รู้ว่าเราเป็นใคร มีสิ่งเดียวก็คือชื่อ เพราะฉะนั้นชื่อตัวนี้จะเป็นสิ่งยืนยันว่าเค้าเป็นใคร บางคนอาจจะจำแค่สำนวนก็รู้แล้วว่าตัวจริงหรือตัวปลอม หลังจากนั้นเราก็เริ่มมีการเก็บข้อมูลตัวไอพี ก็ยืนยันได้ว่าใครเป็นใครในระดับหนึ่ง

eLife : การที่กลุ่มผู้ใช้กว้างขึ้น ปัญหานี้มีแนวโน้มมากขึ้นหรือไม่

วรพจน์ : กลุ่มผู้ใช้กว้างขึ้นมาก ถ้าพูดถึงความรุนแรงในปัญหานี้ นานๆ จะมีที่แรงสักที แรงมากๆ ส่วนปริมาณมันมากขึ้นตามจำนวนผู้ใช้อยู่แล้ว

อภิศิลป์ : ถ้ามองกันเป็นสัดส่วนอาจจะเท่ากับเมื่อ 3-4 ปีก่อน แต่ระยะหลังความโดดเด่นจะลดลง คือสมมุติว่าเมื่อก่อนวันหนึ่งมีคนเล่น 500 กระทู้ มีกระทู้ไม่ดีโผล่ขึ้นมาซัก 10 กระทู้ จำนวน 10 ใน 500 นี่มันเด่น มันเห็นชัด คนที่เล่นก็จะเข้าไปใน 10 กระทู้นั้น แต่ขณะนี้กระทู้มีมาก อาจจะเป็นวันละ 1,000 หรือ 1,500 กระทู้ กระทู้ไม่ดีโดนกระทู้อื่นกลืนไป กระทู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเร็ว ก็จะกลบกระทู้ไม่ดีลงไป ด้วยสัดส่วนเท่าเดิม กระทู้ไม่ดีจะมีความโดดเด่นลดลงไป

eLife : พฤติกรรมการปล่อยข่าวลือที่น่ากลัวกว่าเดิมมีมั้ย

วรพจน์ : ก็ไม่แตกต่างจากเดิม ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องดาราคนนี้เป็นโน่นเป็นนี่ คนดังคนนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ยังวนเวียนในสภาพแบบเดิม

อภิศิลป์ : ประเด็นพวกนี้ เดี๋ยวนี้คนเล่นมีวิจารณญาณในการรับสื่อมากขึ้น รู้จักที่จะแยกแยะว่าอะไรจริงไม่จริง รู้จักสอบข่าวจากทางอื่นบ้าง ไม่ใช่รับฟังจากอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวแล้วเชื่อ

ข้อมูลใน “เว็บบอร์ด” น่าเชื่อถือหรือไม่?

eLife : คอนเทนต์ของ Pantip มีจำนวนมหาศาล แต่แตกต่างจากเว็บอื่นๆ ตรงที่ผู้ใช้เป็นคนสร้างขึ้นจากการมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แสดงความคิดเห็นกัน บางครั้งก็สนองอารมณ์ ระบายอารมณ์บ้าง คิดว่าให้ประโยชน์อะไรกับผู้ใช้วรพจน์ : เยอะมาก ทั้งประโยชน์ในการแจ้งข่าว การนัดหมายพบปะสังสรรค์ ข้อมูล ความเห็น สิ่งเหล่านี้จะไปหาที่ไหนไม่ได้อภิศิลป์ : ยกตัวอย่างด้าน Technical Exchange มีคนมาตั้งกระทู้ถามว่าผมจะใช้งานโปรแกรมนี้จะต้องทำอย่างไร มีสมาชิกบางคนน่ารักมาก เค้าเข้ามาตอบโดย capture หน้าจอทีละรูปมาอธิบายให้ฟังว่าต้องทำแบบนี้เป็นขั้นตอน จนออกมาเป็นคู่มือใช้งานโปรแกรมเลย สิ่งเหล่านี้สมาชิกสร้างกันขึ้นมาเองโดยที่ทีมงานเราไม่ได้ทำอะไรเลย

eLife : ข้อมูลบนเว็บบอร์ดบางครั้งยากที่จะวัดได้ว่ามันน่าเชื่อถือหรือไม่ ผู้ใช้จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ได้นั้นเชื่อถือได้หรือเปล่า

วรพจน์ : มันก็ไม่แน่เสมอไป เพราะว่าการที่เค้าอ่านคำตอบจากแต่ละคนแต่ละชื่อเนี่ย ความน่าเชื่อมันวัดไม่ได้ ต่อให้เป็นคนที่เรารู้จักว่าเป็นใคร มีวุฒิการศึกษาขนาดไหน มันก็เหมือนกับโลกภายนอกที่เราพบอยู่ทุกวัน เราอาจจะเห็นอาจารย์คนนี้พูดเรื่องนี้ เชื่อถือได้หรือไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็เคยสอนเรื่องหลัก 10 ข้อของกาลามสูตรว่า จะเชื่ออะไรก็อย่าเชื่อเพราะว่าคนนั้นเป็นครู คนนั้นเป็นพระพุทธเจ้าเอง ก็ต้องไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม

eLife : ถ้ามองในลักษณะนี้คอนเทนต์ในเว็บบอร์ดก็ไม่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้

อภิศิลป์ : ขึ้นอยู่กับว่ามันมีความน่าเชื่อถือสักกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าพูดรวมๆ ค่าเฉลี่ยอาจจะต่ำ แต่ถ้าเราเจาะเข้าไปทีละอย่าง อย่างเช่นห้องหว้ากอที่พูดคุยกันเรื่องวิทยาศาสตร์ มีการหาข้อมูลมาอ้างอิงกันเต็มไปหมด ความเชื่อถือก็มากหน่อย ถ้าเป็นกลุ่มที่คุยกันทั่วไปเช่นดาราคนนั้นคนนี้เป็นเกย์ ความเชื่อถือก็ลดลง คนอ่านก็ต้องมีวิจารณญาณดูว่าเรื่องไหนเชื่อได้ เรื่องไหนเชื่อไม่ได้

eLife : ข้อมูลเหล่านี้มีการจัดเก็บไว้ทั้งหมดหรือเปล่า

อภิศิลป์ : เราก็มีข้อจำกัดในเรื่องฮาร์ดดิสก์ แต่เราก็เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วม โดยเลือกว่าอยากให้เราเก็บอันไหนไว้ ถ้าเรื่องไหนถูกคลิกเลือกข้อมูลนั้นก็จะถูกเก็บไว้ตลอดไป ไม่ถูกลบ แต่ถ้ากระทู้ที่ไม่มีสมาชิกคลิกเก็บไว้ พอหมดอายุก็จะหายไป

eLife : Pantip เป็นชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่มาก หลายปีมานี้ได้ทำให้เกิดสังคม หรือการรวมตัวกันขึ้นมาหรือไม่

วรพจน์ : มี และเป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นมา เมื่อ 4-5 ปีก่อน ตอนเราเริ่มต้นใหม่ๆ มีการรวมกลุ่มขึ้นมาเรื่อยๆ พอมีการแยกจากกลุ่ม Technical มาเป็น Cafe คนที่เล่นฝั่ง Cafe อย่างเดียวก็มี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางกลุ่มอย่างเช่นเฉลิมไทย พอรู้จักกันก็นัดทำกิจกรรมร่วมกัน เช่นดูหนังหรือนัดสังสรรค์กัน หรือบางกลุ่มช่วงปิดเทอมก็จะนัดพบกันตามประสาเด็กวัยรุ่น ทุกวันนี้การนัดหมายแบบนั้นก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

กลุ่มที่ค่อนข้างมีกิจกรรมต่อเนื่องคือกลุ่ม Blue Planet กลุ่มนี้จะมีคนที่นิยมเล่นกล้อง มีการพบปะสังสรรค์กัน ถึงจุดหนึ่งเค้าก็มีการรวมตัวกันทำกิจกรรมหาของบริจาคไปให้โรงเรียนในชนบท และทำต่อเนื่องมาเป็นสิบโครงการแล้ว

eLife : ก่อนหน้านี้ Pantip มีการนัด meeting ในกลุ่มผู้ใช้ ปัจจุบันยังจัดอยู่หรือเปล่า

อภิศิลป์ : เราพยายามจะจัดให้มีทุกปี เพื่อให้แต่ละกลุ่มได้มารวมตัวกัน มารู้จัก มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่โดยใจจริงเราไม่อยากเป็น organizer หรือเป็นคนจัดเอง อยากให้สมาชิกเป็นผู้จัดดีกว่า คือให้เค้ามีส่วนร่วมให้มากที่สุด เราอาจเป็นฝ่ายสนับสนุน เป็นสปอนเซอร์ เป็นฝ่ายหาสถานที่ดีกว่า

eLife : นอกจากเป็นชุมชนออนไลน์แล้ว บางครั้งดูเหมือน Pantip ก็จะเป็นสื่อที่นำความคิดของสังคมด้วย อย่างเช่นมีกระทู้หรือประเด็นฮอตที่แสดงความเห็นกันในเว็บบอร์ด แล้วสื่ออื่นๆ เช่นหนังสือพิมพ์นำไปเล่นข่าวต่อ

วรพจน์ : คงไม่ถึงขนาดนั้น ความคิดที่ปรากฎใน Pantip ก็เป็นความคิดที่ประชาชนทั่วไปเค้าเข้ามาเล่น บางทีใครก็ไม่รู้ซักคนหนึ่ง เข้ามาโพสต์ความเห็น แล้วความเห็นนั้นก็ถูกหยิบยกจากคอลัมนิสต์ที่เข้ามาหาข้อมูล หรือมาร่วมกิจกรรมปกติเหมือนผู้ใช้ทั่วไป แล้วเอาไปขยายประเด็นต่อ อันนี้มีอยู่บ่อยเหมือนกัน ซึ่งผู้อ่านข่าวก็ทราบดีว่าความคิดเห็นเหล่านี้เป็นหนึ่งความเห็นในจำนวนแสนหรือล้านความเห็น ไม่ใช่ความเห็นของพันธุ์ทิพย์เอง

eLife : ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา คิดว่า Pantip มีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

อภิศิลป์ : สมาชิกมีความเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น ในแต่ละกลุ่มที่มีการนัดพบปะกัน ก็ยังมีนัดหมายเป็นกลุ่มย่อยๆ ทำกิจกรรมร่วมกันอีก อย่างกลุ่ม Blue Planet เนี่ย นอกจากก๊วนกอล์ฟที่นัดไปตีกอล์ฟกัน ก็ยังมีกลุ่มดำน้ำ กลุ่มเล่นกล้อง หรือกลุ่มอื่นๆ อีกหลายกลุ่ม เช่นเมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มสวนลุมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุ 35 ขึ้นไป มีการรวมตัวจัด Meeting กัน เค้ารวมตัวกันได้ 100 กว่าคน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงแค่กลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งในสวนลุมเท่านั้นเอง

eLife : อยากให้มีการพัฒนาอะไรเพิ่มขึ้นอีก

อภิศิลป์ : ผมอยากให้ถึงขนาดที่คนที่เข้ามาเล่นเว็บเป็นเจ้าของพันธุ์ทิพย์ คนที่นั่งทำงานอยู่ 10 กว่าคนนี้ไม่ใช่เจ้าของ อยากให้มีการเลือกตั้งผู้นำชุมชนขึ้นมา แต่ละกลุ่มมีผู้นำของตัวเอง ผู้นำแต่ละคนมีสิทธิออกเสียงเสนอทีมงานว่าเว็บควรจะพัฒนาอะไรบ้าง ควรมีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ บ้าง คือเราต้องการเปิดรับความคิดเห็นจากสมาชิก และให้สมาชิกตัดสินใจว่าอนาคตของพันธุ์ทิพย์ควรจะเดินไปอย่างไร

eLife : ไอเดียนี้มีความเป็นไปได้หรือ

อภิศิลป์ : เรื่องนี้เป็นไปได้ อาจใช้เวลาหน่อย แต่ว่ามันเริ่มใกล้เข้ามา จากเดิมที่ต่างคนต่างเล่น ตอนนี้เค้าเริ่มรวมกลุ่มกันได้แล้ว พอรวมกลุ่มได้ก็จะหาตัวแทนกลุ่มได้ จากนั้นตัวแทนกลุ่มก็เข้ามามีส่วนบริหารเว็บได้ ค่อยๆ เดินทีละก้าว

วรพจน์ : ตอนนี้แต่ละกลุ่มก็มีการเสนอความเห็นเข้ามาว่าอยากได้ฟังก์ชั่นอะไร ฟีเจอร์ใหม่อะไร หรือจะเปิดคลับใหม่ มีอะไรเค้าก็จะเสนอแนะมา อาจจะโทรศัพท์มาคุย หรืออีเมล์มาคุย ดังนั้นมันก็จะเริ่มเกิดการดูแลตัวเอง

ภาพประกอบจากนิตยสาร eLife พฤษภาคม 2545

eLife : อย่างในเรื่องการดูแลกระทู้ที่ไม่เหมาะสม ปัจจุบันใช้วิธีตั้งอาสาสมัครจากผู้ใช้เป็นผู้ดูแล ต่อไปสมาชิกจะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ได้มากขึ้นมั้ย

อภิศิลป์ : ที่คิดเอาไว้ ต่อไปถ้าหาตัวแทนของกลุ่มได้ ให้ตัวแทนมีสิทธิที่จะดูว่ากระทู้ไหนไม่เหมาะสมด้วย และมีสิทธิลบกระทู้นั้นออก หมายความว่าอนาคตสมาชิกนั่นแหละมีสิทธิลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้

วรพจน์ : การดูแลกระทู้เป็นภาระที่ใหญ่มากเพราะแต่ละวันมีกระทู้เข้ามามาก ตอนนี้เรามีกลุ่มอาสาสมัครช่วยดูแลและลบกระทู้อยู่ 20 กว่าคน ซึ่งตั้งกันมาตั้งแต่ตอนที่เว็บมีอายุได้ปีเดียว แต่การจะให้สมาชิกมีสิทธิลบกระทู้ได้ ต้องดูเรื่องระบบ security และวุฒิภาวะของสมาชิกนั้นด้วย

eLife : แนวโน้มของกลุ่มผู้ใช้ Pantip ตอนนี้เป็นอย่างไร

อภิศิลป์ : เมื่อ 5 ปีก่อน กลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเรียนระดับมหาวิทยาลัย ตอนนี้มีสัดส่วนของกลุ่มวัยกลางคนมากขึ้น เฉลี่ย 25-30 เปอร์เซ็นต์ แต่เด็กก็มีเยอะ ผู้ใหญ่อายุ 50-60 ปีก็มี

eLife : คิดว่าเว็บคอมมูนิตี้อย่าง Pantip จะอยู่ได้อีกนานหรือไม่

วรพจน์ : ผมว่ามันคงไม่มีวันตายเพราะว่าธรรมชาติของคนต้องการการปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งเว็บบอร์ดเป็นช่องทางหนึ่งที่สนองตอบสิ่งที่เค้าต้องการได้

อภิศิลป์ : เราเคยคุยกันว่า ณ วันนี้ทีมงานของเราเป็นเหมือนทีมงานคิดค้น เป็นเจ้าของเว็บในทางกฎหมาย แต่ในอนาคตถึงแม้ว่าจะไม่มีทีมงาน 10 กว่าคนนี้ ไม่มีเราสองคน หรือคนอื่นๆ แต่เราก็อยากให้เว็บยังอยู่ เราพยายามทำให้เว็บนี้เป็นของสังคมจริงๆ ไม่ใช่ของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ในอนาคตคนที่มาทำงานจะเป็นเพียงแค่พนักงาน ไม่ใช่เจ้าของ เจ้าของตัวจริงคือคนเล่น ซึ่งคนเล่นเหล่านี้มีหน้าที่ทำให้เว็บเจริญและอยู่ต่อไปได้ จะเรียกว่ามหาชนเป็นเจ้าของก็ได้

จาก นิตยสาร eLife พฤษภาคม 2545

นิตยสาร eLife พฤษภาคม 2545

ถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากแชร์ด้วยนะครับ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •