จะทำเว็บ 2.0 น่ะ อย่าเลียนแบบคนอื่นได้มั้ย? กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างให้เว็บ 2.0 ของคุณต่างกับของคนอื่น

How To Strategically Differentiate Your Web 2.0 Idea From Others หรือ จะทำเว็บ 2.0 น่ะ อย่าเลียนแบบคนอื่นได้มั้ย? เป็นหัวข้อที่ผมพูดในงาน BarCamp Bangkok 2 จะขอสรุปเนื้อหาให้ท่านที่ไม่ได้ฟังในงานได้อ่านกันครับ

ทุกวันนี้เว็บไทยเราเริ่มเข้าสู่ความเป็น 2.0 กันมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราได้เห็นเว็บไซต์สัญชาติไทยแนวใหม่เพิ่มขึ้น แนวทางที่เว็บ 2.0 ของไทยส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ก็คือการนำรูปแบบหรือแนวคิดของเว็บ 2.0 ในต่างประเทศมา Localize สำหรับคนไทย ซึ่งคำว่า Localize ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการแปลเป็นภาษาไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการตั้งชื่อเว็บ การสร้าง content และการใส่บรรยากาศที่เหมาะสำหรับคนไทยเข้าไปด้วย

ตัวอย่างของการนำรูปแบบหรือแนวคิดจากต่างประเทศมาปรับใช้มีให้เห็นเยอะครับ ตั้งแต่ noknok.in.th ที่ดูเหมือนจะลอก twitter.com มาหมด friendflock.com เอา hi5.com มาเป็นต้นแบบ duocore.tv ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก diggnation.com ที่เป็นรายการข่าวไอทีออนไลน์ zickr.com ทำ Social Bookmark เหมือนกับ digg.com แต่จับกลุ่มเว็บไทย blognone.com ทำข่าวไอทีเชิงลึกโดยมี slashdot.org เป็นเว็บต้นแบบ หรือ exteen.com ที่เป็น Blog Provider แบบ blogger.com

เว็บไทยบางแห่งที่นำแนวคิดจากเว็บต่างประเทศมาใช้ มักจะถูกผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์หรือ Geek ประนามว่าไปลอกเค้ามา แต่บางเว็บก็ไม่โดน ผมจึงตั้งคำถามว่าเรามีวิธีตัดสินอย่างไรว่าเว็บไหนลอก? เราใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน? หรือว่ามันมีระดับของการลอกอยู่ เช่น ถ้าเป็น noknok ถือว่าลอก twitter มา 90% แต่ถ้าเป็น blognone อาจจะลอก slashdot มาแค่ 10%

คำถามเหล่านี้อาจจะเป็นคำถามที่ไม่คุ้มที่จะหาคำตอบนัก มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ไม่จบไม่สิ้น ตัวอย่างเช่น

Geek: คุณลอกเค้ามา ไม่มีปัญญาคิดเองเหรอ?
Businessman: ผมไม่สน ถ้าผมลอกมาแล้วมันช่วยทำเงินให้ผมได้
Geek: คุณลอกเค้าเพราะอยากได้เงิน? ทำไมคุณหน้าเงินอย่างนี้!!!
Businessman: ผมไม่สน แค่ผู้ใช้ของผมพอใจกับเว็บที่ผมลอกมาก็พอแล้ว
Geek: คุณมันทุเรศว่ะ!!!
Businessman: ผมก็แค่ทำธุรกิจ!

ข้อถกเถียงระหว่าง Geek กับ Businessman

แทนที่จะมานั่งเถียงกัน เราลองมาดูกันดีกว่าครับว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะสร้างความแตกต่างให้กับเว็บ 2.0 ของคุณ

กลยุทธ์ที่จะใช้สร้างความแตกต่างได้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือการสร้างความแตกต่างทางการตลาด และการสร้างความแตกต่างทางผลิตภัณฑ์

Web 2.0 Differentiation Methodologies

การสร้างความแตกต่างทางการตลาดจะมุ่งเน้นที่ตัวผู้ใช้เว็บเป็นหลัก ด้วยการทำเว็บไซต์เพื่อให้บริการแก่กลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างไปจากเว็บอื่นๆ ที่มีรูปแบบเว็บเหมือนกัน ซึ่งสามารถทำได้ 3 วิธี

วิธีแรกคือการทำ Localization โดยที่รูปแบบและแนวคิดของเว็บอาจจะลอกจากต่างประเทศมาเลย แต่นำมาปรับให้คนไทยใช้งาน อย่างเช่น noknok ที่ทำเว็บไซต์แบบ Twitter แต่แปลงให้เข้ากับผู้ใช้คนไทย โดยที่กลุ่มเป้าหมายหลักก็คือคนไทยที่เล่นเว็บ Sanook.com ซึ่งเป็นผู้พัฒนา noknok นั่นเอง

วิธีที่สองคือการทำเว็บเพื่อให้บริการแก่กลุ่มผู้ใช้ (community) ที่แตกต่างออกไป ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้เว็บชาวไทยส่วนใหญ่จะมี Hi5 กันอยู่แล้ว แต่ Pantip.com ก็ยังสร้าง FriendFlock ขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกภายในคอมมูนิตี้ได้ใช้เพื่อติดต่อสื่อสารถึงกันได้โดยไม่ต้องไปพึ่งพา Hi5 และมีฟีเจอร์ที่ถูกผูกโยงเข้ากับคอมมูนิตี้หลักของ Pantip.com อยู่

วิธีที่สามคือการทำเว็บเพื่อให้บริการในกลุ่มความสนใจ (category) ที่แตกต่างออกไป ตัวอย่างเช่น iam.in.th เป็นเว็บไซต์ Social Bookmark เหมือน Digg และ Zickr แต่แตกต่างกันตรงที่ iam.in.th สนใจเฉพาะเว็บไซต์และข่าวเกี่ยวกับงาน event ที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น

การสร้างความแตกต่างทางการตลาดอาจทำให้ถูกค่อนขอดได้ว่าไปลอกเค้ามา นั่นเป็นเพราะว่าเซียนคอมพิวเตอร์นั้นมักจะมองเฉพาะรูปลักษณ์หรือแนวคิดของเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้มองในแง่การตลาดหรือธุรกิจด้วย

ส่วนการสร้างความแตกต่างทางผลิตภัณฑ์นั้นจะมุ่งเน้นที่ตัวเว็บไซต์เป็นหลัก ด้วยการสร้างเว็บไซต์ให้แตกต่างทั้งในแง่ของรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งทำได้ทั้งหมด 4 วิธี

วิธีแรกคือการนำเว็บไซต์ดังๆ ที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด โดยเฉพาะเว็บที่มี API ให้ใช้อย่าง Google Maps, Twitter หรือ Hi5 เราสามารถที่จะนำข้อมูลที่อยู่บนเว็บไซต์เหล่านี้มาพัฒนาเป็นเว็บใหม่ขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น twistori.com ใช้ประโยชน์จาก Twitter API เพื่อนำข้อความที่ผู้คนทั่วโลกพูดคุยกันมาแสดงให้เห็นว่าตอนนี้ใครรัก (love) ใครเกลียด (hate) ใครคิด (think) ใครเชื่อ (believe) ใครรู้สึก (feel) และใครหวัง (wish) อะไรอยู่

twistori

หรืออย่าง Hi5 ก็สามารถนำมาต่อยอดได้เยอะ เช่น ถ้าเอารูปภาพใน Hi5 มาใส่ระบบโหวตเข้าไป เพื่อให้คนร่วมโหวตได้ว่าชอบรูปใครบ้าง เมื่อมีคนมาโหวตเยอะๆ เราก็จะได้ตำแหน่ง Miss Hi5 Universe หรือถ้าบางคนบอกว่าตัวเองมีสเป็กไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ เราก็สามารถทำระบบ Collaborative Filtering เพื่อค้นหาว่ามีใครที่สเป็กคล้ายๆ เรา และดูว่าเขาโหวตให้รูปใครบ้าง

วิธีที่สองคือการทำ Mashup หรือการนำข้อมูลจากเว็บไซต์สองแห่งขึ้นไปมาผสมกันจนเกิดเป็นเว็บใหม่ ที่นิยมกันมากก็คือการใช้ Google Maps ร่วมกับข้อมูลจากเว็บอื่น เช่น Google Maps + eBay Motors จะได้เป็น Dude, Where’s My Used Car? ซึ่งเป็นเว็บที่แสดงแผนที่บอกตำแหน่งของรถมือสองที่ถูกประกาศขายอยู่

วิธีที่สามคือการนำรูปแบบของเว็บไซต์ที่คนอื่นทำไว้อยู่แล้ว มาผสมผสานเข้ากับแนวคิด (concept) ที่แปลกใหม่ของตัวเอง ใครที่ได้ดูพิธีเปิดโอลิมปิกที่ปักกิ่ง ในช่วงที่หลี่หนิงจุดคบเพลิง จีนใช้เทคนิคสลิงเพื่อดึงตัวหลี่หนิงขึ้นไป ซึ่งเป็นเทคนิคที่ไทยก็เคยใช้มาก่อนในพิธีเปิดเอเชียนเกมส์ จึงไม่ใช่เทคนิคที่แปลกใหม่อะไร แต่จีนได้ใส่แนวคิดของ One World, One Dream เข้าไปด้วย โดยใช้ภาพการวิ่งคบเพลิงในทุกประเทศซ้อนอยู่ด้านหลังหลี่หนิง ทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจ

พิธีจุดคบเพลิงโอลิมปิกโดยหลี่หนิง

ตัวอย่างของเว็บที่ใช้รูปแบบที่มีอยู่แล้วแต่ผสมผสานแนวคิดเข้าไปก็เช่น 43things.com, 43places.com และ 43people.com ทั้งสามเว็บเป็นเว็บประเภท Social Network คือใช้หาเพื่อน ไม่ต่างอะไรกับ Hi5 แต่มีแนวคิดว่า มีอะไรบ้างที่คุณอยากทำ? มีที่ไหนบ้างที่คุณอยากไป? และมีใครบ้างที่คุณอยากพบ? จึงทำให้เป็น Social Network ที่แตกต่างจากเว็บอื่นๆ

หรืออย่างเว็บไดอารี่ที่มีกันเยอะแยะ แต่ Diary60.com ก็สร้างความแตกต่างด้วยการเขียนถึงชีวิตประจำวันให้อ่าน มาเป็นการพูดถึงชีวิตประจำวันให้ฟัง และมีการจำกัดเวลาเพียง 60 วินาทีต่อวันเท่านั้น คนเข้าเว็บจึงไม่ต้องเสียเวลาในการอ่านไดอารี่มาก

60 วินาทีไดอารี่ ขอเวลานาทีเดียว

วิธีสุดท้ายในการสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ก็คือการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่หมดทุกอย่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่ถ้าทำได้ เว็บของคุณก็จะเป็น First Mover ที่มีคนอื่นอยากเลียนแบบจากคุณ ตัวอย่างเว็บไอเดียใหม่ก็เช่น Fwdder.com ซึ่งเป็นเสมือน Social Mailbox ที่ให้ทุกคนฟอร์เวิร์ดอีเมลเข้ามาที่เว็บเพื่อแบ่งปันให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้อ่านกัน

Fwdder

การสร้างความแตกต่างด้วยผลิตภัณฑ์นั้นยากกว่าสร้างด้วยการตลาด เพราะนอกจากจะต้องหาไอเดียในการทำให้เว็บไซต์แตกต่างแล้ว บางทีความแตกต่างนั้นอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ก็ได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือนอกจากจะแตกต่างที่ตัวผลิตภัณฑ์แล้ว จะต้องรู้ด้วยว่าตลาดอยู่ที่ไหน

ถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากแชร์ด้วยนะครับ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,