การศึกษาแนวใหม่ในยุค Web 2.0

เมื่อวันก่อนผมไปเป็นวิทยากรบรรยายในพิธีมอบรางวัล โครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ Flash Animation Presentation เรื่องแนวพระราชดำริกับภาวะโลกร้อน จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) โดยผมได้พูดเรื่องสื่ออินเทอร์เน็ตกับการศึกษาในยุคใหม่ จะขอนำเนื้อหามาสรุปไว้ในที่นี้ครับ

Education in Web 2.0 Era

View SlideShare presentation or Upload your own. (tags: google library)

ในสมัยที่ผมเป็นนักเรียนอยู่ เวลาที่ครูสั่งให้ทำรายงาน ผมก็จะต้องเข้าห้องสมุดเพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งมักจะต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะพบหนังสือเล่มที่ต้องการ แต่นักเรียนสมัยนี้ใช้เวลาทำการบ้านเพียงแค่ไม่กี่นาที เพราะ Google เป็นเสมือนห้องสมุดที่สามารถค้นหาข้อมูลได้ทุกอย่างภายในเวลาเพียงอึดใจเดียว เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็ทำการ copy & paste และ print ส่งครูได้เลย

บางทีถ้าค้นแล้วยังไม่เจอข้อมูลที่ตรงใจ ก็ใช้วิธีโพสต์ข้อความถามตามเว็บต่างๆ อย่างเช่นถ้าลองค้นด้วยคำว่า กระดาษสาทำมือ ใน Google จะพบเว็บไดอารี่ของผมติดในหน้าแรกๆ ซึ่งผมเขียนไว้เมื่อสองปีก่อนจากการดูสารคดีทางโทรทัศน์ ปรากฎว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่มาโพสต์ถามวิธีการทำกระดาษสาในไดอารี่ผม

นอกจากการใช้ Google แทนห้องสมุดแล้ว พฤติกรรมการเรียนรู้ในยุคนี้ก็แตกต่างไปจากสมัยก่อนอย่างมาก เรามีเอนไซโคลพีเดียเล่มใหญ่ๆ หลายสิบเล่มไว้ใช้ค้นคว้าหาความรู้ แต่ก็เป็นเพียงหนังสือที่มีแต่ตัวอักษรและรูปภาพแบบแห้งๆ ในยุคต่อมามี Microsoft Encarta ซึ่งเป็นเอนไซโคลพีเดียในระบบดิจิตอล รูปภาพเคลื่อนไหวได้ มีเสียงประกอบน่าตื่นตาตื่นใจ พอมาถึงยุค Web 2.0 เรามีเว็บไซต์อย่าง Wikipedia ซึ่งเป็นสารานุกรมออนไลน์ที่มีจำนวนบทความมากกว่าสารานุกรมยุคก่อนหลายสิบเท่า ส่วนในประเทศไทยเองก็มีคลังปัญญาไทยเป็นสารานุกรมออนไลน์ที่รวบรวมบทความดีๆ ไว้เป็นจำนวนมาก

ในวิชาภาษาอังกฤษ สมัยก่อนเราต้องเปิดหนังสือพจนานุกรมเพื่อหาความหมายศัพท์ กว่าจะเจอคำที่ต้องการก็อาจใช้เวลาเป็นนาที ต่อมาก็เริ่มมีโปรแกรมพจนานุกรม ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีในการค้นหาความหมาย และยุคนี้ก็มีบริการอย่าง Longdo Dict ที่แปลศัพท์ได้หลายภาษา และ Google Translate ที่ไม่ได้แปลเพียงแค่ศัพท์ แต่แปลทั้งประโยค ย่อหน้า หรือทั้งเว็บเลยก็ได้

สมัยก่อนเวลาที่เรียนภูมิศาสตร์ ครูก็มักจะนำแผนที่มากางไว้บนกระดานดำ แล้วชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีพรมแดนติดกับประเทศใดบ้าง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่แห้งเหลือเกิน เพราะในยุคนี้นักเรียนสามารถเรียนภูมิศาสตร์ได้ด้วย Google Earth มองเห็นทุกประเทศทั่วโลก สามารถซูมลงไปดูถนนต่างๆ ได้ โดยกินพื้นที่เพียงแค่หน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ส่วนการเรียนดาราศาสตร์ก็คล้ายคลึงกัน ครูมักจะนำแผนผังดวงดาวในระบบสุริยะมากางให้นักเรียนดู แล้วก็ให้ท่องจำว่ามีดาวอะไรบ้าง หรือถ้ามีโอกาสก็จะพานักเรียนไปทัศนศึกษาที่ท้องฟ้าจำลอง ซึ่งนักเรียนในต่างจังหวัดอาจจะไม่ค่อยมีโอกาสนัก แต่ในยุคนี้ใครๆ ก็สามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Stellarium ซึ่งเป็นโปรแกรม Open Source ไปใช้งานได้ฟรี โดย Stellarium จะจำลองภาพท้องฟ้าในพื้นที่และเวลาที่ผู้ใช้กำหนด มีกลุ่มดาวต่างๆ ให้ผู้ใช้คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดได้ และสามารถสั่งให้โปรแกรมเร่งเวลาเพื่อทำให้มองเห็นการเคลื่อนที่ของดาวต่างๆ

 

พระอาทิตย์เที่ยงคืนที่ Greenland ในโปรแกรม Stellarium

ชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่ Greenland ในโปรแกรม Stellarium

จะเห็นได้ว่าในยุคนี้มีทั้งซอฟต์แวร์และเว็บไซต์ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้อยู่มากมาย และในยุคของ User-generated content นี้ก็มีเว็บไซต์หลายแห่งที่เอื้อให้ผู้คนร่วมกันแบ่งปันความรู้สู่สังคม ไม่ว่าจะเป็น Wikipedia ที่เปิดให้ทุกคนเข้ามาร่วมเขียนบทความ Yahoo! Answers (หรือในภาษาไทยคือ Yahoo! รู้รอบ) ที่สามารถตั้งคำถามและช่วยกันตอบ หรือ Google Knol ที่ใครๆ ก็เขียนบทความเพื่อเผยแพร่ความรู้ได้

นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์อย่าง SlideShare ที่ให้ผู้ใช้อัปโหลดไฟล์สไลด์เพื่อแบ่งให้คนอื่นดู หรือ Vcasmo ที่นอกจากสไลด์แล้ว ผู้ใช้ยังสามารถอัปโหลดคลิปวิดีโอขณะที่ตัวเองกำลังพูดได้ด้วย เมื่อผู้พูดเปลี่ยนหัวข้อ สไลด์ก็จะเปลี่ยนหน้าตาม น่าจะเรียกได้ว่านี่คือระบบ E-Learning 2.0 ที่ใครๆ ก็สามารถเป็นอาจารย์ให้กับคนทั่วโลกได้ เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์และกล้องถ่ายวิดีโอ

จอซ้ายฉายคลิป จอขวาฉายสไลด์ ใน VCASMO

จอซ้ายฉายคลิป จอขวาฉายสไลด์ ใน VCASMO

อินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มากมายมหาศาล ขอเพียงแค่เรารู้จักมองหาด้านดีของมัน ไม่ใช่สนใจแต่ด้านลบจนต้องเสียโอกาสในการเรียนรู้ไป

ถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากแชร์ด้วยนะครับ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

, , , , , , , , , ,