อย่าให้เงินเป็นเป้าหมายหลักของชีวิต อย่ายึดติดกับความมั่งคั่งจนสูญเสียความสุข

ผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ที่เคยอ่านหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” มักจะได้รับแรงบันดาลใจและตั้งเป้าหมายชีวิตว่าจะมี “อิสรภาพทางการเงิน” ให้ได้ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน การไปถึงจุดที่เรามีอิสรภาพทางการเงินนั้นมีทางไปได้หลายเส้นทาง แต่ที่ผมว่าน่าห่วงคือคนที่เลือกเส้นทางผิด ยอมทำในสิ่งที่ตัวเองทำแล้วไม่มีความสุข เพียงเพื่อหวังความสุขของการไม่ต้องทำสิ่งนั้นอีกในอนาคต

หนังสือพ่อรวยสอนลูกที่จุดกระแสแนวคิดการมีอิสรภาพทางการเงิน

หนังสือพ่อรวยสอนลูกที่จุดกระแสแนวคิดการมีอิสรภาพทางการเงิน

พ่อรวยสอนลูกอธิบายเรื่อง ESBI ไว้ว่า Employee คือมนุษย์เงินเดือนที่ขายเวลาของตัวเองให้กับบริษัทเพื่อแลกกับเงินเดือน Self-employed คือคนประกอบอาชีพอิสระที่แม้ไม่ต้องตอกบัตรแต่ก็หยุดทำงานไม่ได้เพราะจะไม่มีเงินใช้ Business Owner คือคนที่เป็นเจ้าของกิจการที่มีระบบทำงานให้โดยที่ตัวเองไม่ต้องทำงานเองแล้ว และ Investor คือนักลงทุนที่ใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อผลตอบแทนกลับมา

ปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่ใช่ลูกมหาเศรษฐี เรียนจบมาก็เริ่มทำงานเป็น E ซึ่งมักจะมีคำบ่นว่า งานหนัก เงินเดือนน้อย ไม่พอใช้ พอลาออกมาลองเป็น S ก็จะบ่นอีกแบบว่า ลูกค้าเรื่องมาก กดราคา จ่ายเงินช้า ลูกน้องทำงานไม่ได้ดังใจ มองไปทางไหนก็ไม่มีความสุขเลย อยากเป็น B แต่ก็ต้องใช้เวลา ต้องหาคนเก่งมาบริหารงานแทนให้ได้ อยากเป็น I ก็ต้องมีเงินมากพอ ไม่งั้นก็ได้ผลตอบแทนแค่กระจึ๋งเดียว ไม่พอกินอยู่ดี

วันดีคืนดีเพื่อนสมัยเรียนโทรมาคุย ชักชวนทำธุรกิจ ลองไปคุยดูก็พบว่าเป็น MLM โดนอัพไลน์ของเพื่อนพูดแทงใจดำว่าการเป็น E กับ S มันทุกข์ใจเพียงใด ลองมาเป็น B ดูมั้ย ง่ายๆ แค่หาคนที่อยากเป็น B เหมือนเรา 2 คน แล้วสอนให้ 2 คนนี้หาคนที่อยากเป็น B เหมือนกันอีก 2 คน สอนกันไปเรื่อยๆ จนขยายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ แค่นี้ก็มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ฟังแล้วเคลิบเคลิ้ม ตกลงเซ็นใบสมัครทันที แต่พอเริ่มชวนเพื่อนจริงๆ กลับเจอคำปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า ไอ้ 2 คนที่ว่านี่ทำไมหายากจัง พอหาดาวน์ไลน์ได้สักคน ก็ดันไม่ค่อยแอคทีฟซะอีก สุดท้ายทำไปได้ 6 เดือนก็ขอโบกมือลา กลับไปเป็น E เหมือนเดิมดีกว่า

ปัญหามันอยู่ที่ตรงไหนกันแน่?

จริงๆ แล้วผมว่าการเป็น E มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนะ เพียงแต่ต้องปรับทัศนคตินิดนึง แทนที่จะคิดว่าทำงานเพื่อให้มันเสร็จๆ ไป แลกกับการได้เงินเดือน ลองเปลี่ยนวิธีคิดเป็น ทำงานเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ส่วนเงินเป็นเรื่องรอง ถ้าเงินเดือนไม่พอใช้ ลองคุยกับหัวหน้าดูว่าจะขอรับผิดชอบงานเพิ่มขึ้น ถ้าหัวหน้าเห็นว่าเราตั้งใจทำงานดีและอยากรักษาเราไว้ เขาก็จะขึ้นเงินเดือนให้เราเอง หรือไม่ก็ลองหางานพาร์ทไทม์ทำดู เรามีความถนัดอะไรก็รับงานด้านนั้น บางคนรับทำเว็บ รับติวหนังสือเด็ก รับแปลเอกสาร หาสินค้ามาขายบนเว็บ หรือหาพื้นที่ตามตลาดนัดเพื่อขายของ บางครั้งงานพาร์ทไทม์อาจเป็นช่องทางให้เราเป็นตัว S ที่มีรายได้มากกว่าการเป็น E ก็ได้

บริหารรายรับที่เข้ามาให้ดี แบ่งเงินไว้สำหรับออมหรือลงทุนก่อน ที่เหลือค่อยเอาไว้เป็นรายจ่าย ศึกษาวิธีการลงทุนที่เหมาะกับตัวเราเอง อาจเริ่มจากการลงทุนที่ความเสี่ยงไม่มากก่อน อย่างเช่นการฝากประจำ การซื้อพันธบัตร แล้วค่อยขยับไปลงทุนแบบที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น อย่างการซื้อกองทุนรวม การลงทุนในหุ้น แต่จำไว้เสมอว่าความไม่รู้คือความเสี่ยงสูงสุด ก่อนจะลงทุนอะไร ต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะลงทุนให้มากที่สุดก่อน

อาจารย์ผมเคยถามในห้องเรียนว่า “ถ้าเลือกได้เพียงอย่างเดียวระหว่าง 1. เงิน 2. สุขภาพแข็งแรง 3. ความสุข พวกคุณจะเลือกอะไร?” คำถามนี้ทำให้ทุกคนต้องชั่งใจว่า 1. มีเงิน แต่เจ็บป่วย และไม่มีความสุข 2. แข็งแรง แต่ไม่มีเงิน และไม่มีความสุข 3. มีความสุข แต่ไม่มีเงิน และเจ็บป่วย อันไหนเป็นทางเลือกที่แย่น้อยที่สุด?

คำตอบของคนส่วนใหญ่ในชั้นเรียนคือข้อ 3 เพราะถึงแม้จะไม่มีเงิน ถึงแม้ร่างกายจะเจ็บป่วย แต่ถ้าจิตใจยังมีความสุขได้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

นั่นชี้ให้เห็นว่าถึงเงินจะสำคัญ แต่ความสุขนั้นสำคัญกว่าเงิน

ลองย้อนกลับมาที่การเป็น E หรือ S ในตอนนี้ และพยายามที่จะก้าวไปเป็น B หรือ I ในอนาคต เรารู้ดีว่าจุดหมายของการมีอิสรภาพทางการเงินนั้นทำให้เรามีความสุขได้ แต่หนทางที่เรากำลังเดินทางไปถึงนั้นมันทำให้เรามีความสุขอยู่หรือเปล่า? บางคนคิดว่ายอมทุกข์ไว้ก่อนเพื่อจะได้ไปถึงความสุขเร็วๆ แต่กลับกลายเป็นว่าสุขภาพกายย่ำแย่ สุขภาพจิตเสื่อมโทรม ซึ่งไม่รู้ว่าคุ้มหรือเปล่า

อยากให้พิจารณาถึงเป้าหมายหลักของชีวิตอีกครั้ง เราต้องการ “เกษียณเร็ว เกษียณรวย” หรือต้องการ “จะเกษียณหรือไม่เกษียณ ก็มีความสุขได้” กันแน่?

ถ้าคำตอบของคุณคืออย่างหลัง เส้นทางที่คุณจะเดินไปถึงอิสรภาพทางการเงินก็คืองานที่คุณทำแล้วมีความสุข และได้เงินเป็นผลพลอยได้จากการทำงานนั้น (ไม่ใช่งานที่ทำแล้วได้เงินเยอะๆ โดยมีความสุขเป็นผลพลอยได้) ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคุณอาจไม่อยากเกษียณเพราะยังมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ครับ

ถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากแชร์ด้วยนะครับ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •