จิตวิญญาณ 3 อย่างที่ Startup ควรมี

ช่วงนี้กระแส Startup ในไทยบูมมาก เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากอยากทำ Startup มีเงินทุนทั้งไทยและเทศพร้อมที่จะจ่ายให้ ค่ายมือถือทุกค่ายเกาะกระแส Startup กันหมด แต่ก็เริ่มมีหลายคนตั้งคำถามแล้วว่า Startup ไทยกำลังเป็นฟองสบู่หรือเปล่า?

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 16-17 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมี Dotcom Startup รุ่นแรกเกิดขึ้น นั่นก็คือเว็บ Pantip, Sanook และ Hunsa เด็กรุ่นใหม่อาจนึกไม่ออกว่าทั้งสามเว็บนี้ในช่วงบุกเบิกเป็นยังไง Pantip เป็นเว็บบอร์ดตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว มีเพียงหน้าตาเว็บที่เปลี่ยนไป (สมัยนั้นพื้นหลังเป็นสีดำ) Sanook วางตัวเป็นแหล่งรวมเว็บลิงก์ (Web Directory) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Yahoo! อีกที และต่อมาพัฒนาเป็นเว็บท่า (Portal Site) ที่รวมคอนเทนต์หลายๆ อย่างไว้ด้วย ส่วน Hunsa ใช้กลยุทธ์ Me Too คือทำแบบเดียวกับที่ Sanook ทำ

สภาพของอุตสาหกรรม Dotcom ในตอนนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่คือนักศึกษา ส่วนคนที่คุมงบโฆษณายังไม่รู้จักอินเทอร์เน็ต การทำเว็บในยุคนั้นจึงอยู่ด้วยเงินตัวเองล้วนๆ ความรู้ในการทำเว็บก็หาไม่ง่ายเหมือนยุคนี้ เพราะตอนนั้น Google ยังไม่เกิด โครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวยเท่ายุคนี้ ค่าจดโดเมนหลายพันบาทต่อปี ค่าเช่าโฮสต์หลายพันบาทต่อเดือน ค่าอินเทอร์เน็ตคิดเป็นนาที ข้อดีของยุคนั้นเท่าที่ผมคิดออกมีเพียงอย่างเดียวคือ “โอกาสมหาศาล” มีไอเดียอะไร ถ้าทำออกมาได้ถูกจังหวะเวลา รับรองว่าดังระเบิด ซึ่งต่างกับสมัยนี้ที่เรามีไอเดียอะไร พอลองไปค้นดู มักจะพบว่ามีคนทำออกมาแล้ว

หลังจากนั้น 2-3 ปี ถึงยุคที่ Dotcom เฟื่องฟู Mweb เข้ามาเทคโอเวอร์ Sanook ส่วนเครือชินคอร์ปก็ซื้อ Hunsa ไป ขณะที่ Pantip ไม่ขาย กระแสการซื้อเว็บทำให้เกิดเว็บใหม่ๆ สไตล์ Web Variety ออกมามากมาย เช่น Mthai (ต่อมาถูกซื้อโดย Mono) Saim2you (ต่อมาเข้าตลาดหุ้นและเปลี่ยนธุรกิจที่ทำไปอย่างสิ้นเชิง) Catcha (ได้ทุนจากสิงคโปร์มาทำแต่สุดท้ายไปไม่รอด) Yumyai Teenee Siamzone Siam2 และอื่นๆ อีกเพียบ

วงการ Dotcom ในตอนนั้นเนื้อหอมมาก มีหลายสิบเว็บที่ถูกซื้อไป แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฟองสบู่ก็เริ่มแตก นักลงทุนใน NASDAQ เริ่มตั้งคำถามว่าบริษัท Dotcom ทั้งหลายเอาแต่ใช้เงิน แต่ไม่เห็นสร้างผลตอบแทนอะไรกลับมา สุดท้าย Dotcom ในยุคนั้นก็ล่มสลาย มีเพียงไม่กี่รายที่รอดมาถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับ Dotcom ในไทย หลายเว็บที่ถูกกว้านซื้อไป สุดท้ายก็ไปไม่รอด Web Variety หลายเว็บที่ทำตามกันมาทีหลังและไม่ถูกซื้อไป ท้ายที่สุดเจ้าของเว็บก็เลิกทำ

ส่วน 3 เว็บไทยรุ่นบุกเบิกในปัจจุบัน Sanook ถูก Mweb ขายต่อให้ Tencent และยังเป็นเว็บที่ให้บริการเนื้อหาที่หลากหลาย เป็นเว็บที่มียอดคนเข้าเป็นอันดับต้นๆ ของไทย Hunsa ยังเป็นบริษัทในเครือชินคอร์ป เคยจับคอนเทนต์ด้านโหลดริงโทนและโลโก้บนมือถืออยู่พักใหญ่ๆ ปัจจุบันเน้นไปทางด้านดาราและบันเทิงเป็นหลัก ยอดคนเข้าจากสถิติ Truehits อยู่ที่ราวๆ 60,000 UIP ต่อวัน ซึ่งเทียบ Sanook ไม่ติดเลย ส่วน Pantip ก็ยังถือหุ้นโดยผู้ก่อตั้ง 100% เหมือนเดิม มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และถ้าดูจากสถิติ Alexa จะเห็นว่า Pantip มียอดคนเข้าตาม Sanook อยู่ติดๆ

ผมเล่าประวัติของวงการ Dotcom ไทยมายาว เพื่อที่จะวกเข้าสู่วงการ Startup ในตอนนี้ ถึงแม้ช่วงเวลาจะเปลี่ยนไป สถานการณ์จะแตกต่างกัน แต่ Dotcom Startup เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วกับ Tech Startup ในปัจจุบัน มันมีกลิ่นอายที่คล้ายกันอยู่ กลิ่นอายที่ว่านี้คือ “จิตวิญญาณ” ของผู้ประกอบการ

สิบกว่าปีที่แล้วมีคนทำเว็บเพราะหวังที่จะขายได้เงินเยอะๆ ปัจจุบันก็มีคนพยายาม Pitch งานเพื่อขอเงินจาก Venture Capital

สิบกว่าปีที่แล้วมีคนทำเว็บเพราะอยากขายได้แล้วมีชื่อเสียงโด่งดัง ปัจจุบันก็มีคนพยายามไปแข่งขันตามเวทีต่างๆ เพื่อจะได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

สิบกว่าปีที่แล้วมีคนทำเว็บเพราะอยากช่วยแก้ปัญหาบางอย่างให้คนอื่น ปัจจุบันก็มีคนพยายามสร้าง Product เพื่อช่วยแก้ปัญหาเช่นกัน

Startup แต่ละคนต่างก็มีจิตวิญญาณที่แตกต่างกัน ในความเห็นผม Startup ที่ดีและมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในระยะยาว ควรมีจิตวิญญาณ 3 อย่างดังนี้

1. โฟกัสที่การแก้ปัญหาให้คน

Pantip ช่วยให้คนที่มีปัญหาสามารถตั้งกระทู้ถามคนอื่นได้ Tarad ช่วยให้คนค้าขายออนไลน์ได้ง่ายขึ้น Facebook ช่วยให้เพื่อนมหาวิทยาลัยที่จบไปแล้วยังติดต่อพูดคุยกันได้อยู่ Instagram ช่วยให้คนที่ไม่ใช่ช่างถ่ายรูปมืออาชีพสามารถถ่ายออกมาได้สวยและอวดคนอื่นได้ Builk ช่วยให้วงการก่อสร้างมีซอฟต์แวร์ดีๆ ใช้แบบฟรีๆ Ookbee ช่วยให้วงการสิ่งพิมพ์มีช่องทางขายในรูปแบบดิจิตอล

จะเห็นได้ว่า Product เหล่านี้ล้วนมีจุดเริ่มต้นที่การแก้ปัญหาให้คน Startup ที่ดีมักจะตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าชีวิตเรามีอะไรที่เป็นปัญหา มีความไม่สะดวกสบาย หรือไม่น่าพึงพอใจอยู่บ้าง แล้วเราจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ยังไง เมื่อคิดแล้วก็ลงมือทำ Product ออกมา สุดท้ายก็จะพบว่ามีคนจำนวนมากที่มีปัญหาคล้ายๆ กับเรา เขาเหล่านั้นก็คือผู้ใช้ Product ของเรานั่นเอง

2. รักใน Product ของตัวเอง

บางทีคำว่ารักยังน้อยไป ผมอยากใช้คำว่าคลั่งใคล้เลยด้วยซ้ำ ถ้าผมเป็น Venture Capital และมี Startup สองรายมานำเสนอ Product ที่คล้ายคลึงกัน ผมจะดูว่าใครรัก Product ของตัวเองมากกว่ากัน ถ้าใครที่เอา Product มาขายผมด้วยเหตุผลว่าเขาจะได้มีเงินก้อนโต แล้วจะทิ้ง Product ของตัวเองเพื่อเอาเงินไปท่องเที่ยวพักผ่อน ผมจะเลิกคุยกับคนนั้นทันที เพราะสิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่ Product แต่ผมต้องการ Passion ของผู้สร้าง Product ต่างหาก

แน่นอนว่ามี Venture Capital ที่สนใจแต่ Product โดยไม่สนเรื่อง Passion อยู่เช่นกัน แต่ Product นั้นก็ต้องผ่านการพิสูจน์มาแล้วพอสมควร ต้องมีผู้ใช้จำนวนมาก ผู้ใช้ติด และสามารถให้คนอื่นเข้ามาพัฒนาต่อยอดได้ ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลา

3. เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด

แน่นอนว่าเงินสำคัญ เพราะมันทำให้เรามีกินมีใช้ มีทุนไว้พัฒนา Product ให้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าทำ Startup เพราะเงินเป็นอันดับหนึ่ง ผมว่าผิดทางแล้ว อย่างที่บอกไว้ในข้อแรกว่าจิตวิญญาณของ Startup คือการแก้ปัญหาให้คน ซึ่งถ้าเราช่วยแก้ได้ สุดท้ายเงินก็จะมาเอง ลองนึกถึง Mark Zuckerberg ในหนังเรื่อง The Social Network ที่ไม่อยากเอาโฆษณามาติดใน Facebook ในช่วงที่เว็บกำลังดังเป็นพลุแตก

ทีนี้ Startup ต้องใช้เงิน แล้วจะทำยังไงถ้ายังขอเงินจากนักลงทุนไม่ได้? คำตอบอยู่ที่การลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ใช้เงินกับสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น การนั่งทำงานในออฟฟิศหรูๆ หรือนั่งคุยงานในร้านกาแฟแพงๆ มันจำเป็นจริงหรือเปล่า? Startup ในอเมริกาจำนวนมากสร้าง Product ในโรงรถ หอพักนักศึกษา หรือห้องแล็บในมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาเลย สมัยทำ Pantip ยุคแรกๆ ผมนั่งทำงานจากที่บ้านตัวเอง หรือไม่ก็ห้องคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัย และไปนั่งคุยงานที่ระเบียงบ้านพี่วันฉัตรบ้างเป็นครั้งคราว

ใครที่คิดจะทำ Startup ลองดูครับว่าคุณมี 3 อย่างนี้หรือเปล่า?

ถ้าอ่านแล้วชอบ ฝากแชร์ด้วยนะครับ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

, ,